เหาดื้อยา
posted on 30 Nov 2009 21:51 by kororo
ตั้งแต่เปิดเทอมที่สองนี้ เราได้เผชิญกับความท้าทายแทบจะทุกวัน
ความท้าทายอันแรก นั่นคือ...
การพบปะกับคนแปลกหน้า...
ชีวิตนี้ไม่เคยพบเจอพูดคุยกับคนแปลกหน้าเยอะแยะมากมายเท่านี้
คนแปลกหน้าบนโรงพยาบาล คนแปลกหน้าในร้านยา คนแปลกหน้าในชุมชน
เอาเถอะ คำว่าคนแปลกหน้ามันใช้กับคนที่เพิ่งพบครั้งแรกเท่านั้นแหละ
หลังจากนั้นเราก็เรียกว่า คนรู้จัก แล้วล่ะ
ความท้าทายถัดมาคือ...
การสร้างสัมพันธ์กับคนที่เพิ่งรู้จักกัน...
เป็นอะไรที่กะโหลกกะลากะหล่ำปลีมาก อยู่มา 20 กว่าปี มีช่วง 1 เดือนแหละที่โทรศัพท์หาคนที่เพิ่งรู้จักกันมากกว่าโทรศัพท์หาพ่อแม่ญาติพี่น้องและเพื่อนเก่าเพื่อนแก่รวมกัน
และส่วนใหญ่ที่โทรก็คือ...
โทรศัพท์หาลูกค้าที่มาซื้อยา
เขาเรียกว่า โทร Follow up
ติดตามว่ายาที่จ่ายไปเขาใช้แล้วได้ผลไหม
แม้ว่าจะเป็นยาแก้ไอ เจ็บคอ ปวดกระเพาะ กรดไหลย้อน ฉี่ขัด เล็บขบ ตกขาว ลมพิษ ริดสีดวงทวาร งูสวัด เริมริมฝีปาก ยันเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันสูง ช่วงนี้ใครไปใช้บริการคณะนะ ระวังจะเจอนักศึกษาซักประวัติโรคละเอียดยิบ ทั้งน้ำหนักส่วนสูง อายุ ทำอาชีพอะไร มีแฟนไม่มีแฟน เป็นลูกเต้าเหล่าใคร พ่อแม่ลุงป้าน้าอาใครเป็นโรคอะไร แพ้ยาอะไร ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ไหม แล้วคนข้างบ้านสูบบุหรี่รึเปล่า ตอนเช้ากินอะไรมา ก่อนมากินยาอะไรมาบ้าง ถามประหนึ่งจะเขียนอัตชีวประวัติท่าน แต่จริงๆแล้วเอาไปเป็นกรณีศึกษาเท่านั้นเอง...(คนๆหนึ่งคงไม่โดนคำถามเยอะขนาดนี้หรอก แล้วแต่โรคที่เป็น แต่ก็ไม่ได้ถาม 2-3 ประโยคจบหรอก หึ)
แต่ก็ต้องเข้าใจ นักศึกษาเภสัชก็คล้ายๆกับนักศึกษาทันตแพทย์ที่พยายามเกี่ยวใครบ้างคนมาอุดฟันขูดหินปูน เพื่อเรียนจบ บางคนยินยอม บางคนไม่ยินยอม ส่วนนึงจอยๆพูดคุยกันสนุก ส่วนใหญ่มึนๆงงๆ กลัวจะถูกเราล้างสมอง จึงจบลงด้วยการปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้วจากไปให้เราช้ำใจไปซื้อน้ำใบบัวบกปั่นมาซดรอเหยื่อ(?)รายถัดไป
จริงๆ การอยู่ร้านยาน่ะ สนุกนะ แต่จะสนุกมากถ้าไม่ต้องไปเพื่อเก็บเคส ยิ่งเคสตอนนี้ยิ่งหายากมากขึ้น เพราะอาจารย์แกเล่นสั่งว่าห้ามเอาโรคซ้ำกันมาพรีเซนต์ โรคอะไรง่ายๆไม่น่าสนใจก็ไม่ควรเก็บ แล้วตอนนี้ก็พรีเซนต์กันไป 10 โรคแล้ว เซ็ง...เหลือโรคอะไรอีกวะเนี่ย ช่วงนี้มีแต่คนเป็นหวัดไม่สบายเพราะอากาศเปลี่ยนมาซื้อยาซะส่วนใหญ่ ไอ้โรคที่พอจะน่าสนใจ เจ้าตัวผู้ป่วยกลับไม่จอยจะพูดคุยด้วย...ก็เข้าใจอะนะ คนป่วยจิตก็ป่วยตาม แต่ช่วยสงเคราะห์เด็กตาดำๆให้เรียนจบด้วยเถอะ
ตอนนี้เพื่อนส่วนนึงก็หันไปหาที่พึ่งเกือบสุดท้าย นั่นคือ เพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้องในคณะ
"ได้ข่าวว่าน้องsssเป็นไมเกรนอ่ะ แกไปกดดันให้น้องเขาเครียดเยอะๆซิ รับรองเคสนี้เลิศ"
"รู้สึกว่าน้องxxxท้องผูกมานานล่ะ ตอนนี้เริ่มจะเป็นริดซี่*แล้วด้วย ตามไปเก็บเลยพวก"
"หลานอาจารย์สิวขึ้นเยอะ ใช้ยาไปหลายตัวแล้วสิวก็ยังขึ้น เอาเป็นเคสดิ" (ขนาดอาจารย์ยังเห็นใจ)
"ใครก็ได้ ช่วยเป็นหิด เป็นเหา เป็นโลน ให้เราหน่อยเต๊อะ กลากเกลื้อนก็ได้ กูต้องพรีเซนต์แล้ว!!!!"
*ริดซี่ เป็นชื่อย่อของโรคน่ารักๆ...ริดสีดวงทวาร
ไม่รู้เทวดาฟ้าดินเห็นใจ หรือเพราะบารมีการท่องคาถาชินบัญชร (1 วรรค) ให้เพื่อนฟัง (เพื่อนอยากฟังแบบทำนองสรภัญญะซะด้วยนะ) มีพี่ชายวัยกลางคนคนนึงเดินมา...
"มาซื้อยากำจัดเหาครับ"
เท่านี้ละคะ...เหมือนเห็นประตูสวรรค์...ประตูสวรรค์ของเหา...
เอ้าละเหว่ย...ไหนๆก็ไหนๆไม่เหลือเคสอะไรให้เราทำแล้ว...เอาเหานี่แหละ...
ซักประวัติไม่ถึง 3 วิ แหม...ไม่ค่อยรู้หรอกนะว่าต้องซักอะไรบ้าง
เอาเป็นว่าลูกพี่แกคันๆเกาๆหัวมาได้ 2-3 วันแล้ว เห็นไข่เหาด้วย
เท่านี้แหละ...พอล่ะ...จ่ายยา สอนวิธีใช้...ขอเบอร์โทรติดต่อ (ตรงนี้แหละยากที่สุด)
นัดวัน follow up จบ....//=w=//...
หมดเวรร้านยา ก็แวะไปหาอาจารย์ที่สอนวิชาร้านยา ไปบอกว่าเราจะทำรายงานกรณีศึกษา "เหา"
อาจารย์แกก็เห็นดีเห็นงาม เอาซิ เตรียมพรีเซนต์เลย...แล้วอย่าลืมไปดูสถานการณ์การดื้อยาของเหาด้วยล่ะ
สถานการณ์ดื้อยา...=''=....ของเหา.....=''=*....
เหามันดื้อยาด้วยเหรอฟะ...OTL
เริ่มคิดผิดนิดๆแล้วอ่ะ ที่เรียนวิชานี้...
หมายเหตุ: เรียนวิชานี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าการที่เราพูดคำเมืองไม่ได้ มันเป็นอุปสรรคชอบกล
ไม่สิ การพูดคำเมืองไม่ได้ มันเป็นอุปสรรคทั้งการลงชุมชน บนวอร์ด และร้านยา(นิดหน่อย)
ทำไมตอนเด็กๆ เราไม่หัดตั้งใจอู้คำเมืองให้มากๆนะ
คิดดูเถอะ ชาวต่างชาติที่เข้าร้านยามา ไม่พูดไทย ก็พูดคำเมือง คิดดูดิ!!!! TTATT