สารเคมีกับอาหารการกิน ภาคส้มตำปูปลาร้า
posted on 10 Mar 2007 20:28 by kororoคำเตือน : บทความนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างสารเคมีจากอาหารการกินในชีวิตประจำวันเท่านั้นและเพื่อความง่ายแก่การเข้าใจจึงใช้ส้มตำซึ่งเป็นอาหารใกล้ตัว(ปาก?)มาเป็นตัวอย่าง มิได้มีเจตนารณรงค์ให้เลิกกินแต่อย่างใด เพราะเจ้าของบลอคก็ชอบกินส้มตำเหมือนกัน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เข้าหน้าร้อนทีไร เป็นโรคเบื่ออาหารทุกที
และวิธีการแก้โรคเบื่ออาหารของเรา คือการกินอาหารเผ็ดๆ อย่างส้มตำ
ส้มตำสามารถหารับประทานได้ทั่วไป แต่จะหาร้านที่อร่อยๆแซ่บๆจริงก็มีไม่มาก บางเจ้าเขาแค่คลุกมะละกอกับเครื่องเท่านั้น(เหมือนที่ทำในโรงแรม) ทำให้น้ำไม่ซึมเข้าเส้นมะละกอ กินแล้วไม่สะใจ แต่ช่างเถอะ รู้แค่ว่าอร่อยไม่อร่อยก็พอ เราชอบกินตำลาว(เพราะใส่ปลาร้า) กินตำไทยก็ได้แต่ขอเผ็ดๆ กินทีน้ำหูน้ำมูกน้ำตาไหล ให้เป็นที่แสบปากแสบกระเพาะเล่นๆ แต่เวลาไปกินกับเพื่อนกินเผ็ดมากไม่ได้เสียภาพพจน์กุลสตรีหมด(ทุกวันนี้ก็ไม่มีให้เสียอยู่แล้ว)
นอกจากรสชาติเผ็ดร้อนของส้มตำจะช่วยให้มีความอยากอาหารมากขึ้นแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นอาหารลดความอ้วนได้ เพราะส้มตำมีคาร์โบไฮเดรตน้อย(เหมือนๆกับสลัดของต่างชาติ) และรสอร่อยโดนใจตุ่มรับรสไทยเรา แต่มันก็มีสารเคมีบางชนิดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเราได้เหมือนกัน
- ปู & ปลาร้า(อาหารหมักดอง) มีสารก่อมะเร็งเริ่มต้นที่เรียกว่า ไดเมทธิลไนโตรซามีน ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งท่อน้ำดีได้
เมื่อก่อนคนญี่ปุ่นก็เป็นมะเร็งชนิดนี้กันเยอะ ไม่ใช่ว่าเพราะคนญี่ปุ่นชอบกินปลาร้านะ แต่เพราะคนญี่ปุ่นชอบกินอาหารหมักดอง และอาหารรสเค็ม แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมการกินอาหารตะวันตกเข้ามาในญี่ปุ่นเยอะ การอุบัติของมะเร็งกระเพาะอาหารจึงลดลง แต่การอุบัติของมะเร็งลำไส้ใหญ่กลับสูงขึ้น(เพราะในสเต็ก กับแฮมเบอร์เกอร์มีสารก่อมะเร็ง PhIP ดังที่เคยเขียนไว้ใน ภาคหมูกระทะ) และคนที่ชอบกินอาหารไขมันมาก เช่น นม เนย ครีม ก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้นด้วย
- ส้มตำบางเจ้าก็มีการใส่ผงชูรสเข้าไปด้วย ใส่น้อยๆพอออกรสไม่เป็นไร แต่ถ้าใส่เยอะๆ ลิ้นคุณอาจเสพติดในรส monosodium glutamate เหมือนเราได้ รายที่บริโภคเข้าไปมากๆอาจมีอาการปวดหัว ชาตามใบหน้า ปวดแสบปวดร้อนตามหน้าอกถึงลำคอ หรือเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก เรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Chinese restaurant syndrome เพราะคนจีนชอบใช้ผงชูรส(กระทั่งผักนึ่งยังโรยผงชูรสเลย) กรณีเรากินแล้วมันไปสะสมที่เส้นผม ทำให้ผมขาวซะงั้น เอาน่ะ ยังดีกว่าผมร่วง
ถ้าโชคร้ายหน่อยไปเจอผงชูรสปลอมปนด้วย Sodium metaphosphate คุณจะไม่เป็นโรคร้านอาหารจีนโดยทันทีหรอก แต่จะท้องร่วงแทน หรือถ้าเจอ borax ก็จะทำให้ไตอักเสบได้ ถ้าไม่รู้ตัว กินมันเข้าไปเรื่อยๆ สารบอแรกซ์จะไปสะสมที่กรวยไต กลายเป็นโรคไตวายได้
เห็นอย่างงี้ ไม่กินตำลาวใส่ปลาร้าละ มากินตำไทยแทน
พูดถึงตำไทย เราเห็นภาพถั่วลิสงลอยมาแต่ไกล เพราะตำไทยที่เรากินประจำ เขาใส่ถั่วเยอะมาก และเราก็ไม่ชอบกินถั่ว รู้สึกมันไม่ค่อยเข้ากับตำไทยยังไงชอบกล
- พูดถึงถั่วลิสง สารตัวแรกที่เด็ก ป.6 จะนึกถึงคือ Aflatoxin ท่องกันเข้าไป ตอนเด็กๆท่องกันจนจำเข้าไขสันหลัง โตมาหน่อยก็จำอีกนิดว่าเป็นสารเคมีที่มาจากรา Aspergillus flavus
ถ้าดูด้วยตา เราจะเห็นโคโลนีปุกปุยออกมาจากกองถั่ว พ่อค้าแม่ค้าเห็นดังนั้นก็ตักออก เอาส่วนที่เหลือไปขายไปปรุงอาหาร ซึ่งจริงๆแล้ว ราไม่ได้กำจัดได้ง่ายๆ ความเป็นจริงที่ว่าเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตระดับไมโครไบโอ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นแน่ๆ จึงไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า aflatoxin จะถูกกำจัดออกตามไปด้วย นอกจากเราจะพกกล้องจุลทรรศน์กับอุปกรณ์ย้อมสีติดตัวตลอดเวลา และจากการสำรวจพบว่า 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของถั่งลิสงที่มีขายมีไว้ปรุงอาหารในเชียงใหม่พบสาร aflatoxinจึงค่อนข้างแน่ชัดว่าถั่วลิสงในส้มตำ หรือถั่วลิสงบดในเย็นตาโฟคงมีสารตัวนี้ปนเปื้อนอยู่แน่นอน
aflatoxinB1 มีฤทธิ์ในการจับกับโปรตีนหรือดีเอ็นเอในร่างกาย ก่อให้เซลล์ผิดปกติและสารพิษเหล่านี้ถูกทำลายที่ตับ ถ้าตับทำลายพิษไม่ทันหรือดีเอ็นเอซ่อมแซมตัวเองไม่ได้ ก็จะก่อให้เกิดมะเร็งตับ
- สิ่งสุดท้ายของพูดถึงมะเขือเทศ เป็นที่รู้กันว่ามะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด(ซึ่งมากเกินกว่าเราจะจำได้) และมีสารที่เรียกว่า Lycopene ซึ่งจัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมสลายของเซลล์และยับยั้งเซลล์มะเร็ง ฟังดูดีนะ แต่มะเขือเทศเองก็มีสารที่เรียกว่า thiaminase เป็นสารยับยั้งฤทธิ์ของวิตามินB1 (ถ้าขาดวิตามินB1 ก็จะเป็นโรคเหน็บชา และโรคที่เกี่ยวกับประสาท) สารชนิดนี้ถูกทำลายได้เมื่อโดนความร้อน แต่ในส้มตำเรากินสดๆนี่นา...แล้วจะเป็นไรไป กินส้มตำเสร็จแล้วก็ไปกินข้าวซ้อมมือต่อ ก็หมดปัญหาแล้ว
แถมท้ายเล็กๆ เกี่ยวกับส้มตำกับพยาธิ เราเป็นพวกไปเที่ยวน้ำตกทีไร ชอบหากระติ๊บข้าวเหนียวไปกินกับส้มตำประจำ แต่ถ้าเจ้าของร้านส้มตำไม่ระมัดระวังความสะอาดและสุขอนามัยแล้ว เราอาจได้พยาธิใบไม้ถึง 4 ตัวแถมกลับบ้านเลยทีเดียว
- พยาธิใบไม้ปอด มากับปูดอง - ก่ออาการไอ เสมหะสีสนิมปนเลือด
- พยาธิใบไม้ตับและพยาธิใบไม้สำไส้ขนาดเล็ก มากับปลาร้า - ก่ออาการปวดท้อง ตับโต ดีซ่าน มะเร็งท่อน้ำดี และลำไส้อักเสบ ตามลำดับ
- พยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดใหญ่ มากับผักบุ้งสดที่เคียงมากับส้มตำ - ก่ออาการท้องเสียเรื้อรัง ลำไส้อุดตัน
- พยาธิใบไม้เลือด ตัวนี้มันว่ายน้ำมาไช้เข้าขาลูกค้าได้ ถ้าลูกค้ากินส้มตำไป เอาขาตีน้ำเล่นน้ำตกไป(อันสุดท้ายไม่ค่อยเกี่ยวกับส้มตำแฮะ)- ก่ออาการอักเสบที่ผิวหนังและลำไส้ เกิดฝีหรือก้อนในลำไส้ ตับ ม้าม --> ท้องโต(hepatosplenomegaly)
และใครจะยอมให้ปรสิตพวกนี้มาแย่งสารอาหารเรากันล่ะ ดังนั้น Praziquantel ช่วยกำจัดพยาธิใบไม้ให้คุณได้( บ่นเล็กๆ แค้นใจมากตอนสอบปรสิต เรารึอุตส่าห์จำชื่อยาไปสอบ แต่ไม่โผล่มาเลย)

ไม่ชอบของเผ็ด เท่าไร เเต่เผ็ดนิดหน่อยกินได้ กินอะไร ก็ต้องระวังหน่อยเเฮะ เเต่ที่บ้านกินส้มตำกันทั้งบ้านยกเว้นเรา
เอนทรี่นี้อ่านเเล้นปวดหัวอ่ะ กลับไปอ่านเอนทรี่เก่า...แหม...เราก็เคยรู้สึกอย่างนั้นอยู่บ่อยๆเวลาทำงานหลวงอ่ะ ตอนนี้ต้องแยกจากเพื่อนๆแล้วความรู้สึกคับข้องใจเหล่านั้นมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้แฮะ
อ่านจนไปถึงสารอัลฟาท็อกซินจำได้เหมือนกันว่าตอนป.6มีท่องแต่ถ้าไม่ได้อ่านเจอคงเริ่มลางๆ
อ่านแล้วสนุกมากมาย ชอบค่ะชอบ บางทีจำโน่นจำนี่หลายอย่างจนมึนอ่านแล้วเลยเหมือนมาเตือนความจำ
ป.ล.พี่เก่งจังเลยอ่า ส้มเริ่มจะสนใจด้านนี้ซะแว้วว
#1 By k r e v - : [ m y l o v e s o n g ] on 2007-03-10 20:54