อยู่ดีไม่ว่าดี ไปทรมานตาเล่น
posted on 04 Apr 2008 09:45 by kororo
เนื่องจากอาการปวดหัวเรา ถ้าไม่กินพารา มันก็ปวดอยู่ตลอด
เดี๋ยวปวดหัวแล้วปวดตา
เดี๋ยวปวดตาแล้วปวดหัว
เลยไม่รู้ว่าเพราะปวดหัว เลยปวดตา
หรือเพราะปวดตา เลยปวดหัว (ชักสับสน)
ถ้าปวดสลับไปสลับมาไม่เท่าไหร่หรอก
แต่พอตกกลางคืน มันดันปวดหัวปวดตาพร้อมๆกัน น้ำตาไหลพรากๆ
เล่นเอานอนไม่หลับ เดินพล่านทั่วบ้าน ครางหงิงๆเป็นลูกหมา
วันรุ่งขึ้น จึงไปตรวจความดันลูกตา
ซึ่งพอไปเห็นเครื่องมือหมอแล้ว ชักเริ่มรู้ตัวว่า...คิดผิดที่มาตรวจ
ผู้ป่วยที่ ward ส่วนใหญ่เป็นวัยคุณลุงคุณป้าขึ้นไปทั้งนั้น
เป็นวัยที่อวัยวะในร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ สายตาชักแย่ โรคต้อหิน ต้อกระจก เริ่มรุมเร้า
ทำให้เราคิดได้ว่า ต่อไปเราจะหม่ำแครอทกับลูทีนเยอะๆ
ที่เป็นวัยรุ่นหน่อย ก็มาเช็คสภาพดวงตา เพราะดันมีเรื่องชกต่อยโดนตันเข้าเบ้าตา
แต่เราแค่มาตรวจสุขภาพตาเท่านั้นเอง เหมือนมาเพิ่มภาระหมอจัง เหอๆ
ยอมรับว่าเรื่องตรวจตาเป็นเรื่องน่ากลัวอันดับ 3 รองจากตรวจสุขภาพช่องปาก กับตรวจช่องคลอด(อันนี้เราไม่เคยตรวจนะ ขอดักไว้ก่อน) เห็นคนอื่นเขาตรวจกันง่ายจัง หมอบอกให้เบิกตา "อย่ากระพริบนะคะ" ทุกคนเขาทำกันได้ แต่เราทำไม่ได้อ่ะ reflex ดีเกินไป กระพริบตาตลอดเวลา ยิ่งมีของเข้าใกล้ตายิ่งกระพริบถี่ จนหลับตาเองโดยไม่ต้องใช้สมองไปสั่ง จนหมอเริ่มรำคาญ
"ให้ความร่วมมือหน่อยนะคะ น้องไม่นิ่งแบบนี้ ต้องตรวจกันหลายรอบนะ"
โหย...หนูก็ไม่อยากให้หมอลำบากหรอกนะ
ถ้าหมอให้หนูไปวิ่งรอบตึกสุจิณโณ 30 รอบ วิ่งขึ้นลงตึกศรีพัฒน์ภายใน 20 นาที หนูทำได้นะ
แต่เรื่องตานี้ขอเถอะ พยายามเต็มที่แล้วล่ะ เวลาแบบนี้สมองสู้ไขสันหลังไม่ได้หรอก
คือว่า...ตาเราอ่อนแอต่อสิ่งแปลกปลอมมากนะ แค่ที่หนีบขนตา เราก็กลัวแล้ว คอนแทคเลนส์งี้ไม่ต้องพูดถึงเลย
ผ่านด่านตรวจลูกตาดำไปได้แล้ว <<< วิธีตรวจลูกตาดำ หมอเขาจะเอาเครื่องมืออะไรก็ไม่รู้มาแนบลูกตาดำเรา ไม่เจ็บหรอก เพราะหมอจะหยอดยาชาให้ ถ้ายังดื้อ ตายังหลุกหลิกอยู่ต้องหยอดหลายรอบ
หมอถามว่า "จะขยายม่านตาหน่อยไหม"
เออ...ถ้าเห็นว่าควรทำ ก็ต้องทำซินะ ปฏิเสธไม่ลง
ยาขยายม่านตาที่โรงพยาบาลใช้เป็น 1% mydriacyl
หยดแรกไม่เท่าไหร่ พอมาหยอดที่ 2 แสบซี้ดเลยทีเดียว
หยดที่ 3 ถึงขั้นตาลืมไม่ขึ้น พยาบาลต้องมาดึงหนังตาล่างหยดเองเลย
ยาหยอดตาที่ดีต้องปรับให้ pH ยาใกล้เคียงกับ pH ตาค่ะ ป้องกันการระคายเคือง
แต่ก็ไม่ใช่ยาทุกตัวหรอกที่เขาจะปรับเป็น Isotonic ...เอาเถอะ อดทนเอา
ถ้าไม่ลองเป็นคนไข้ ไม่เป็นคนใช้ซะเอง แล้วจะเข้าใจความรู้สึกของผู้ใช้ยาได้อย่างไร
นั่งรอไปได้ 20 นาที ตาเริ่มพร่า มองไม่ชัด เพราะฤทธิ์ยาขยายรูม่านตา ทำให้ตารับแสงเยอะปกติ
ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว รูม่านตาเราจะปรับแสงให้พอรับภาพได้โดยอัตโนมัติ
เหมือนตาแมวที่พออยู่ที่มืดตามันจะกลมโต พออยู่ที่สว่างตามันจะรูปจันทร์เสี้ยว
พอพยาบาลดูม่านตาเรากว้างเต็มที่ ก็พาเข้ามุมมืด หมอก็จะเอาไฟฉายส่องตาเรา ขอบอกว่า...
แสบตาที่สุดในโลก~~~
แสบตาจนน้ำตาไหลพราก T.T
ผลออกมา...ความดันตาปกติค่ะ หมอบอกว่าสงสัยที่ปวดหัวเป็นเพราะเครียดหรือใช้สายตามากเกิน
"ปวดตาแค่วันเดียวเองนิ คงไม่ใช่ปัญหาจากตาหรอก"
งั้นครั้งหน้า หนูจะปวดตาให้ได้สัก 10 วันแล้วค่อยมาหาหมอล่ะกันค่ะ <<< ล้อเล่นหรอกนะ เหอๆ
"แล้วได้กินยาอะไรมาบ้างรึยัง"
"พาราฯค่ะ กินมา 8 เม็ดแล้ว ยังปวดอยู่เลย"
"อ้าว...งั้นก็กินยาอย่างอื่นซิ ที่ไม่ใช่พารา"
แล้วหมอก็แนะนำ Ibuprofen จริงๆด้วยแหละ
Ibuprofen กินแก้ปวด ลดไข้ ได้นะ แต่ต้องกินหลังอาหาร ไม่สะดวกเท่าพาราฯ
ถึงตรวจตาเสร็จ ก็ยังตาพร่าอยู่ และจะพร่าต่อไปอีก 3-5 ชั่วโมง จ้องแสงสว่างไม่ได้ เล่นคอมไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ได้ ดูทีวีไม่ได้ นอนอย่างเดียว ถ้าสังเกตฉลากยาหยอดตาหรือยาป้ายตา เขาจะกำกับไว้นะว่าห้ามขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานกับเครื่องจักร ซึ่งการที่ตามองไม่ชัดแบบนี้จะอันตรายมาก ใครที่วางโปรแกรมจะไปหยอดยาขยายม่านตา แนะนำให้พกหมวกกับแว่นกันแดดไปด้วยจะดีมาก
เรื่องตาพร่าน่ะ ไม่เท่าไหร่ แต่อาการข้างเคียงหลังจากนี้เป็นอะไรที่น่ารำคาญมากๆ
นั่นคือ อาการร้อนวูบวาบ เออ...มันเรียกภาษาไทยว่าอะไรก็ไม่รู้แหละ เอาเป็นว่าร้อนก็แล้วกัน
ปกติเวลาเรารู้สึกร้อน ร่างกายเราจะขับเหงื่อออกมา แต่ร้อนเนื่องจากฤทธิ์ข้างเคียงของยาตัวนี้
รูขุมขนไม่เปิดค่ะพี่น้อง
คิดดูนะ แค่ตัวยา 1% ( 1 กรัมในสารละลาย 100 มิลลิลิตร) 6 หยด
ไม่ใช่ 6 หยดถ้วนๆด้วย เพราะตาเราจะขับน้ำส่วนเกินออกเร็วมาก
ตัวยาน้อยนิด ทำเอาร้อนวูบวาบไปทั้งตัว แถมต้องฝืนเบิกตา จ้องแสงจ้าอีก
งานนี้ กลับบ้านมานอนปวดตาอีกรอบค่ะ
อยู่ดีไม่ว่าดี ไปทรมานตาเล่น สนุกดีจัง อดดูรูปหน้าค่าตา 16 นักล่าฝันเลย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ครั้งนี้ออกจะเขียนยาวไปหน่อย แต่วันนี้เป็นเป็นวันครบรอบ 3 ปีอ่ะนะ ต้องมีอะไรพิเศษๆ(?)
3 ปีนี้ก็ยังมี Fav. หลายๆคน ที่อยู่เป็นเพื่อนคุยเพื่อนเขียนมาด้วยกันตลอด 3 ปี
บางคนหายหน้าหายตาไปนานมาก ก็ยังโผล่มาคอมเมนต์ให้เราแตกตื่นเล่น ก็ขอบคุณมากค่ะที่ยังไม่ลืมกัน
ทำให้ความคิดที่ว่า โลกในอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงภาพสมมติ นั้นไม่ใช่เสมอไป
อีกเรื่องที่อยากขอบคุณจากใจจริง ก็เรื่องดราก้อนบอล นั่นเอง!!!
ไปเปิดดู stat แล้วตกใจ...page view เยอะมาก
และ blog เราก็ได้ขึ้น hot post ด้วย >w<~~~
แม้จะช้าไปหน่อย แต่ก็ขอบคุณดราก้อนบอลทุกลูกที่มอบให้ค่ะ
และขอบคุณมาสเตอร์แชมป์ที่มีโครงการดีๆเช่นนี้
ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าเราก็อยากขึ้น hot post เหมือนกัน
แหม...ก็เหมือนนักเรียนที่อยากสอบให้ได้คะแนนเต็มบ้างน่ะ เหอๆ
โครงการ hot post เป็นโครงการที่ดี ที่ให้นักเขียน blog ได้พัฒนาฝีมือการเขียน
ได้พบเห็น blog ที่น่าสนใจมากขึ้น แบ่งปันสาระ ความรู้ ความบันเทิงเริงใจ
แต่ hot post ก็ไม่ได้วัตถุประสงค์สูงสุดในการเขียน blog
แค่ได้เขียน ได้ระบายความรู้สึก ได้แชร์ประสบการณ์ ก็พอใจแล้ว
จริงๆ วัตถุประสงค์ใน blog เราแต่ดั้งเดิมคือ เอาไว้เขียนระบายความรู้สึก หรอกนะ
แต่พอเหลียวซ้ายแลขวา ดูตัวอย่างจาก blogger คนอื่นๆแล้ว
เราควรจะปรับปรุงตัวนิดหน่อย เขียนให้รู้เรื่องขึ้นนิดนึง แทรกสาระ ความคิดเล็กๆน้อยๆ
ไปๆมาๆ แนวทาง blog เราก็กลายเป็นว่า...
เปิดเทอม...โหย...ขอบ่นเรื่องสันดานเพื่อนๆกำเต๊อะ มันเหลืออดจริงๆ
แต่ก็ไม่ใช่มาแนว เชี่ยเอ๊ย กูเกียดเมิง ทำไมเมิงทำกะกูงี้ว่ะ สาด~~~
ฮ่าๆ คนอ่านกระเจิงไปคนละทิศละทาง(แต่ถ้ามีหลุดไปบ้างก็ขออภัย)
ปิดเทอม...ว่างจัด...ขอสาระความรู้หน่อย
เขียนประสบการณ์การเรียนเข้าไปด้วย เก็บไว้อ่านเองยามสูงอายุ
ถ้าได้เที่ยว ได้เห็นอะไรแปลกๆ ได้กินของอร่อยๆ ก็จะเอามาเขียนด้วยเช่นกัน
วันดีคืนดี นึกอยากเขียนอะไร ก็เขียน จะเขียนเรื่องราวตอนอายุ 7 ขวบก็เขียน อยากเขียนการ์ตูนที่อยู่บนหิ้งก็เขียน
จะเรียกว่าเป็นพวก ไร้จุดยืน หรือมาแนว free style ดีล่ะเนี่ย
แต่ที่เปลี่ยนไปมากคือ...
ทำไมแต่ละentry เราเขียนย้าวยาว
มีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อเลย ฮ่าๆ
ต่อไปจะไปฝึกย่อความค่ะ จะเขียนให้สั้นๆ กระชับลงบ้าง
สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับการแวะมาเยี่ยมเยียน มาคอมเมนต์ให้บ่อยๆ โดยเฉพาะขาประจำหลายๆคน
จำนวนคอมเมนต์สำหรับเราแล้ว ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ไม่มีคอมเมนต์เลยก็ไม่ว่า แต่จะน้อยใจ (ฮา)
ไม่กล้าไปตรวจแล้วค่ะ กลัว
#1 By NaNa~คุณหนูเลข7แห่งเผ่าหญิงหื่น on 2008-04-04 11:51