อะไรอะไรมันก็เปลี่ยน

posted on 30 Mar 2014 18:34 by kororo
....อะไรอะไรมันก็เปลี่ยน....

คนว่างอ่ะนะ เลยคิดอะไรฟุ้งเฟ้อขนาดนี้

ตอนนี้เหมือนคนว่างงานเบาๆ แบบว่าไม่มีงาน (มอบหมาย) อะไรให้ทำค่ะ
ถึงจะมี แต่ก็รู้สึกว่า "มันยังไม่ถึงเวลาที่ต้องทำ"...

อย่างเรื่องขึ้น ward ... แต่ไม่ขึ้นติดต่อกันสักหน่อย
ขึ้นแค่วันสองวัน ไม่รู้จะไปทำอะไรได้มากมาย สู้อยู่ที่โต๊ะทำงาน เคลียร์เอกสารดีกว่า

เรื่องวิจัยในชั้นเรียน... ก็ต้องทำนะ จริงๆต้องส่งก่อนเดือนมิถุนายน (ก่อนเปิดเทอม)
นับเวลาแล้ว เวลาก็กระชั้นมาก จนกรรมการหลายคนถามเจือน้ำเสียงกังวลหน่อยๆว่า "จะเสร็จทันไหม...."(ฮา)
แต่ถ้าจะทำ มันต้องทำต่อเนื่องกันเลย คือ พวกนี้มันเป็นเรื่องข้อมูล และสถิติ จะทำๆหยุดๆก็ไม่ได้...ใช่มะ

...ยกเว้น...

เรื่องอ่านหนังสือก่อนเรียนต่อ...
อันนี้หล่อนควรจะหวดหลังตัวเอง fight อ่านนะ update ไปสิ ความรู้อ่ะ
แต่พอไม่มีเชื้อเพลิง ไม่มีไฟมาลนก้น ก็เลยอ่านไปแบบเอื่อยเฉื่อย ไม่มีสมาธิเล้ย

อารัมภบทมาเยอะเกินไป...เข้าเรื่องเลยนะ

เมื่อก่อน ตอนที่เพิ่งมีสิ่งที่เรียกว่า internet (ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า social network)
เราก็คิดเองเออเองว่า มันเป็นโลกเสมือนจริง (อ้างอิงมาจากการ์ตูนแนววิทยาศาสตร์อ่ะนะ)
ไม่ควรเอาเรื่องหรือ event อะไรใน net มาถือเป็นเรื่องราวจริงจังในชีวิตจริง (real life)

ซึ่งเราก็มีทัศนคติเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบัน

จึงไม่ค่อยชอบ up รูปตัวเองลง facebook หรือแม้กระทั่งที่ exteen
ใช้นามแฝง รูปแฝง ผ่าน social network มาตลอด (ยกเว้น การติดต่องานทาง e-mail หรือเรื่องส่วนตัวจริงๆ)
และเป็นคนที่ค่อนข้างหวาดระแวงทุกสรรพสิ่งที่รู้จักกันผ่าน internet
(ไม่นับเพื่อนโรงเรียน หรือคนรู้จักมาก่อน แล้วติดต่อผ่านทาง internet นะ)

การเขียน หรือ comment อะไรต่อมิอะไรในโลกเสมือนจริงนี้ก็จะระมัดระวังในระดับหนึ่ง
แต่ก็ขึ้นอยู่กับความ "องค์ลง" ด้วยนะ
ถ้าท่านลงเยอะ ก็ใส่ไม่ยั้ง แต่ถ้าอยู่ในสภาวะปกติ จะคิดแล้วคิดอีกก่อนพิมพ์อะไรลงไป

การเขียน blog ที่นี่ก็เหมือนกัน.... มัน เป็น ศิลปะ
การเรียบเรียงข้อความ การจัดวางรูปหน้า การใช้สำบัดสำนวน ให้อ่านเพลิน
ดังนั้น เวลาเขียน blog แต่ละครั้ง เราใช้เวลานานมากเลยนะกว่าจะได้สัก entry
(พิมพ์แล้วพิมพ์อีก edit ซ้ำไปมา เพราะเขียนผิดเยอะ เขียนหยาบไป อะไรแบบนี้)

แต่กับ...

การถ่ายรูปตัวเองลง facebook, instragram
การพิมพ์อะไรต่อมิอะไรที่สะท้อนให้เห็นว่า คนพิมพ์แม่มเมาแน่ๆ หรือองค์ลงสุดๆ
การพิมพ์ระบายอารมณ์ด้วยประโยคสั้นๆ แบบอุทานเชิงสั่งขี้มูก
การอ้างอิง หรือโฆษณาชวนเชื่อผ่าน internet
หรือกระทั่งการที่ช่องข่าว free TV เอา event ดังๆแปลกๆ ใน social network มาเล่าข่าวเช้า เที่ยง เย็น

พอมานั่งทบทวนดีดี แล้วเอาตัวเองเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนมาช่วยกันพิจารณา
ตัวเราเองในยุคนั้นจะบอกกับฉันว่า...เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกประหลาดออกไปทางไร้สาระ เพราะมันเป็นโลกเสมือนจริงนะ

แล้วฉันในปัจจุบันก็จะตอกกลับตัวเราในอดีดว่า
สำหรับยุคนี้ แกคงเข้าข่ายคนที่มี "โลกส่วนตัวสูง" ได้เหมือนกันนะ (หัวเราะใส่)

คนอย่างเรา ถ้ามีกิจกรรมอะไรที่พอช่วยได้ ก็จะช่วยอย่างเงียบๆเบาๆ
แต่ปฏิเสธงานที่ต้องติดต่อกันทาง internet อย่างดื้อรั้นสุดๆ

จำได้เลยว่าที่เล่น Hi-5 หรือ facebook เป็นเพราะ...
ทีมสโมสร นศ. มีข้อตกลงว่าจะติดต่องานกันผ่าน 2 ช่องทางนี้ ( =_=      )

(แล้วดูตอนนี้สิ...ตรวจงาน สั่งการบ้าน ประกาศคะแนน แจ้งข่าวด่วน ก็ล้วนติดต่อกันผ่านทาง facebook ทั้งนั้น แถมได้เรื่องเร็วกว่าโทรศัพท์ไปอีก เหมือนใครๆเขาจะ online อยู่ตลอดเวลายังไงยังงั้น)

แค่นี้ก็ทำให้เราดูเข้ากับคนยากพอละ

ยุคสมัยนี้นะ ถ้าไม่เข้าทำกิจกรรมกับสังคม (เพื่อน) ไม่เล่น social network 
ดูเหมือนเป็นพวก โลกส่วนตัวสูง หรือติดเกมส์ ติดการ์ตูนอะไรสักอย่าง และอยู่ในสังคมเล็กๆของตนเอง

แม่ม...... มุมมองเราตอนหลุดวัยนักเรียนนักศึกษานี่มันน่ากลัวจริงอะไรจริง

นี่เรากำลังตัดสินคนจากภายนอกเหรอเนี่ย....+!!!!!!!!!!!!!!!!!!!+

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันบ่อยมาก...

ว่า..."คนยุคนี้มัวแต่สนใจเรื่องของคนอื่นจนลืมเรื่องของตนเอง"
เป็นประโยคเหน็บคนที่เอาแต่เล่น social network/social media ตลอดวันตลอดเวลาจนลืมที่จะสนใจ "คนจริงๆ" ที่อยู่รอบข้าง หรือแม้กระทั้งจัดการรับผิดชอบงานของตนเอง

แต่ในขณะเดียวกัน ชีวิตจริงนะ "เราก็ต้องสนใจเรื่องของคนอื่นด้วยเหมือนกัน"
การสนใจแต่เรื่องของตนเอง มันดูกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่มีจิตสาธารณะไปโดยไม่รู้ตัวนะ
คนนั้น คนนี้ ก็ไม่รู้จัก เขามีลูกรึยัง อายุกี่ขวบ เข้าโรงเรียนอะไร มีแฟนไหม สามีทำอาชีพอะไร แม่กับพ่อทำงานที่ไหน
ตอนนี้ละครเรื่องไหนกำลัง hot hit ข่าวการเมืองไปถึงไหนกันแล้ว

มันเป็นสาระที่เราจะเข้าหาคนเป็น มีเรื่องราวให้พูดคุย....
มันทำให้เราเป็นคนรู้รอบ และมีโลกทัศน์

เพราะถ้าเราไม่รู้เรื่องคนอื่นบ้าง...เราก็จะพูดแต่เรื่องของตนเอง....และเรื่องที่ตัวเองรู้ (หรือคลั่งไคล้)
หรือไม่ก็....นั่งเงียบๆ คอยสังเกตการณ์ต่อไป <<< ยุทธวิธีของเราละ ซึ่งทำให้เรากลายเป็นคนที่เข้าสังคมไม่เป็นเบาๆ

แต่เดี๋ยวนี้ การรู้เรื่องคนอื่น เป็นอะไรที่ง่ายมาก แค่เปิด facebook หรือ instragram ฯลฯ

แล้วอะไรคือ ความพอดีของ "เรื่องของคนอื่น" ล่ะ ?????

me/ เพ้อพอละ....จบ

Event/ ดู The Voice kid แล้วแบบว่า....ดูถูกเด็กเดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยนะ นี่ประมาณเด็ก ม.ต้น เองมั้ง...อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันคิดว่า เด็กมหาวิทยาลัยมันโตแล้ว มันคือผู้ใหญ่ที่มานั่งเรียนเท่านั้นแหละ...มัน โต แล้ว... มัน โต แล้ว...(สะกดจิตตัวเองก็เท่านั้น เพราะจริงๆ อีก 2-3 เดือน เราก็เป็นผู้ใหญ่ที่ไปเรียนเพิ่มเติมเหมือนกัน)

คำว่า ผู้ใหญ่ นี่มันลำบากจริงๆ ความคิดฟุ้งเฟ้อเกินไป...

ไปอ่านหนังสือละ

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! ไม่ได้แวะมานานแล้ว บล๊อคนี้ยังไว้ลายซึ่งแนวเขียนได้อย่างมีเอกลักษณ์เหมือนเดิม 555+
ว่าไปแล้วก็คิดถึงเหมือนกัน สมัยเล่นเฟซ กับเอ็กทีนใหม่ ๆ มันคนละฟิลลิ่งจริง ๆ นะ กว่าจะกลั่นมาเป็นบล๊อคได้แต่ละเอนทรี่ กับ status เฟซบุคที่ผุดมาทุก ๆ 0.05 วินาที  มันเป็นอะไรที่ผ้ม ตามไม่ค่อยทัน 555+
คิดถึงครับ เลยตามมาที่บล๊อกนี้ ยังไง ๆ จะแวะมาเยี่ยมเรื่อย ๆ นะครับ big smile

#4 By อาเหลียง on 2014-04-02 22:49

ป้านะ 58 แล้วเล่นบล็อกแก้เหงา
เข้ามาดูเด็กวาดรูปชอบมาก
แค่นี้แหละ confused smile

#3 By ปิยะ99 on 2014-04-01 18:47

เขียนได้สุดยอดมากขอรับ double wink
กำลังดูอยู่เลยค่ะ ฮ่าๆ
เด็กสมัยนี้เก่งจริงๆ เลยน๊า กล้าแสดงออกกันสุดๆ
สมัยเราหาคนกล้าๆ ยากมาก เราคนนึงล่ะ แหะๆ sad smile

เราคนนึงล่ะที่ไม่ได้เข้าโซเชียล ไม่ได้ตอบ facebook,line เท่าไหร่ คือมีไอดีทุกอย่างนะ แต่ไม่ได้เล่นเลย
เพื่อนบ่นประจำว่าติดต่อยาก -_-"
ก็คนมันไม่ชอบอ่า.. ไม่ใช่คนเก็บตัวน๊า (แต่ติดการ์ตูนจริง ฮา)

#1 By Rarinrina on 2014-03-30 19:20